.. เราว่าก็เป็นแค่ความเห็นของคนๆนึงน่ะ ยังไงมันก็เป็นเรื่องของคนสองคน เอามานิยามความรักทุกคู่ได้หรอก อ่านไว้เป็น เอ เป็นอะไรดีล่ะ แนวคิดละกัน จะได้ระวังไว้ ขอให้รักคุณยืนยาวนะคะ
ทำไมเราถึงรักกันได้ไม่นาน
เดี๋ยวนี้หลาย " คู่เลิฟ" ขยันตีจากและแยกทางกันนัก บางคู่ถ้าจดทะเบียนก็ถึงกับ หย่าร้างกันไปเลย ขณะที่แยกเตียงกันนอนก็มีอยู่ไม่น้อย โอ้มายก็อด เรื่องนี้ช่างน่าเห็นใจ ผู้มีความรักซะจริงจริ๊ง เพราะอย่างที่บอกมาตลอดแหละว่า
การใช้ชีวิตคู่น่ะง่ายซะที่ไหน! แถมมนุษย์เราคนเดียวกันนี่นะ วันนี้ก็แบบนึง พรุ่งนี้ก็แบบนึง และมะรืนนี้ก็อีกอย่างหละ ดูดู๋สิว่าเปลี่ยนแปลง กลับไปกลับมาได้ถึงเพียงนี้ ดังนั้น เมื่อสองคนมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะไม่สร้างปัญหาให้แก่กันหรอ
แต่ไม่ขอฟันธงหรือฟันทิ้งและแอบเชียร์หรอกน่าว่าอยู่เป็นโสดดีกว่าแหงๆ เพราะของพรรค์นี้ ถือว่านานาจิตตัง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของใครของมัน เพราะไม่มีใครล่วงรู้อนาคตของตัวเอง ได้อยู่แล้ว เหตุนี้จึงอยากฟื้นฝอยหาตะเข็บถึง สาเหตุที่ทำให้คู่รักต้องฟุตเวิร์กแยกทางจากกัน
แล้วอะไรน้อที่ทำให้รักกันไม่ยืด มีต้นตอได้ตั้งหลายกรณี ได้แก่...
1. คู่รักที่รู้ทีหลังว่า มีพฤติกรรมเพี้ยนๆ เอ๊ะ หรืออาจเพี้ยนด้วยกันทั้งคู่
ความเพี้ยนในที่นี้ หมายถึง พฤติกรรมแปลกประหลาดที่ฝ่ายนึงแสดงออกมา แล้วอีกฝ่ายรับไม่ได้ไงเล่า ส่วนจะเพี้ยนยังไงก็เพี้ยนไปทำได้เต็มที่หากความเพี้ยนนั้น กระทบกับตัวเองคนเดียว และไม่ทำให้คู่รักเดือดร้อนตามไปด้วยก็ไม่มีปัญหาร้อก แต่ขืนพิสดารซะจนส่งผลกระทบกับอีกฝ่ายละก็ แม้อยู่ด้วยกันในบ้านที่ใหญ่โตมโหฬาร ขนาดไหนก็สร้างความอึดอัดใจให้กันได้ โดยเฉพาะ
ถ้าความพิสดารที่ว่า เป็นเรื่องทางเพศด้วยแล้ว โอ้ย ยิ่งไปกันใหญ่ เลยนะนั่น เช่น เวลาร่วมรักกัน ตอนแรกๆ ก็แสดงอาการถูไถไปมาแบบคนธรรมดาที่เค้าทำกันดีหรอก แต่พออยู่กันไปนานๆ สิ ลายชักออกแล้วแฮะ มีการคะยั้นคะยอให้แฟนใส่กุญแจมือกับหัวเตียง หรือใส่กุญแจมือแฟนไว้ทั้งสองข้างจะได้หนีเค้าไปไหนไม่ได้...ก็มี นี่ยังถือว่าเบาะๆนะ เพราะแรงกว่านี้ยังมี อย่างการที่ฝ่ายชายชวนฝ่ายหญิงไปเข้ากลุ่ม สวิงกิ้ง หรือ มีเซ็กซ์เป็นกลุ่ม เพราะเค้าอยากมีกิจกามกะคนอื่น แต่ถ้าไปเกเรคนเดียว เดี๋ยวจะหาว่า นอกคอก เอ้ย นอกใจ จึงเลยชวนสาวข้างกายไปด้วย ซึ่งหากฝ่ายหญิงไม่ได้มีรสนิยมทางเพศ แนวเดียวกะเค้าด้วยละก็ คงสำลักความกลุ้มใจเจียนตายเลยสินะ
อ้อ ความต้องการทางเพศที่ไม่เท่ากัน แบบว่า ฝ่ายนึงปรารถนามากๆๆๆ ส่วนอีกข้างปรารถนาพอสังเขป ก็เป็นปัญหาอีก ด้านฝ่ายหญิงมักตามใจคนรักนะ แม้บางวันไม่อยากให้มายุ่งด้วย ก็มักตามใจ เพราะรักก็เงียะ แต่หากเค้าอยากมากเกินเหตุก็จับเค้าใส่กระทงลอยน้ำ ไปซะเลย
2. ฝ่ายนึงไม่ยอมโตสักที หมายถึงเติบโตทางสมองแถมยังขาดวุฒิภาวะด้วยอีก คิดดูว่าถ้าอีกฝ่ายมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากๆ แล้วจะอยู่ด้วยกันยืดรื้อ?
ยิ่งถ้าทั้งคู่ต้องสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่ออนาคตร่วมกันด้วยแล้ว แต่ฝ่ายนึงยังขยันใช้เงินเป็นเบี้ย แถมยัง "หาได้น้อยกว่าที่ใช้ " ซะด้วย จนเป็นภาระให้อีกฝ่ายต้องตามแก้ไม่รู้จบ แล้วเรือรักลำนี้จะไม่ล่มได้ไงเนี่ย เออ...ถ้าอยากจะหน่อมแน้มแต่รวยโคตรก็ว่าไปอย่าง จะทำตัวเป็นคุณหนู , คุณชาย หรือคุณนายก็ทำไปเถอะ แม้แต่ทำตัวเป็นง่อยหรือแอ๊บแบ๊ว ไปซะเลยก็ไม่มีใครว่า ถ้าแฟนของคุณรับได้ ก็ลองแบ๊วไปทั้งคู่เลยดิ่ จะจะได้คอนเฟิร์มไงว่า เรานั้นคู่กันจริง 555
3. ทำงานทำการกันคนละเวลา แล้วจะหาเวลาว่างตอนไหนมาสวีทกัน
แต่การทำงานคนละเวลาแบบนี้จะเกิดปัญหาหนักหน่วงขึ้นได้ ต้องแบบไม่เจอกันเลยนะ ประมาณว่าแคล้วคลาดจากกันตลอด แม้จะอยู่บ้านเดียวกันก็ไม่ได้เจอกันเท่าไหร่ ยกเว้นวันหยุด หรือนัดกันหยุดค่อยเจออะไรเงียะ เหมือนมีอุปสรรคขัดขวางรัก ว่ามะ แต่โดยทั่วไปถ้าเผื่อห่างทว่ายังมีเวลาได้กุ๊กกิ๊กกันมั่งอาจดีกว่าเจอกันทุกวัน ด้วยซ้ำไปนะ เพราะนานๆเจอที มักทำให้ คิดถึง และจะยิ่งทำให้ได้ใช้เวลาที่เจอกันอย่างมีคุณภาพกว่าซะด้วย
4. ฝ่ายหนึ่งเริ่มไม่ต้องการเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังซะแล้ว
อู้ย เรื่องมือที่สามอะไรนี่ บางครั้งก็ไม่ใช่เพราะใจสะออนปันใจไปรักใครอื่นที่ไหนหรอก แต่เป็นเพื่อนๆ หรือญาติๆ ของฝ่ายใดฝ่ายนึงนี่แหละที่มักเข้ามาเอี่ยวทำให้คู่รัก ไม่มีเวลาสำหรับพวกเขาเอง ซึ่งกรณีแบบนี้ คนมีคู่บางรายเค้าไม่อินไปด้วยหรอก เพราะการครองคู่ควรมีเวลาด้วยกันสองคนมั่งซี ไม่ใช่ไปไหนหรืออยู่ไหนก็อยู่กันเป็นหมู่คณะ หรืออยู่กันเป็นพวง คงหงุดหงิดใจน่าดู
5. ต่างฝ่ายต่างเริ่มไม่เห็นด้วยซึ่งกันและกันเพราะแต่ละคนล้วนมีความคิด เป็นของตัวเอง
เวลารักกันใหม่ๆ ให้บอกว่า ไม้เป็นนกหรือนกเป็นไม้น่ะ ได้ทั้งนั้น เพราะยามแรกรักต้องประจบสอพลองี้แหละ ไม่งั้นจะได้แอ้มกันเหรอ ทว่าพักหลังๆ มา ทั้งคู่กลับโต้เถียงและเผลอๆ รวมไปถึงการมีปากเสียง ตั้งแต่เรื่องจิ๊บจ๊อย ว่าใครควรเป็นคนเอาขยะไปทิ้ง ? ไปจนถึง เกี่ยงงอนกันว่า ใครมีหน้าที่ดูแลเจ้าตูบและสวนเล็กๆ ภายในบ้านฟะ? หากตกลงหน้าที่กันไม่ได้ เดี๋ยวเหอะได้กลายเป็น " สงครามประสาทภายในบ้าน" แล้วจะรู้สึก!
6. ไม่สม่ำเสมอเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
ก็ตอนเค้าสม่ำเสมอน่ะ นั่นเป็นตัวปลอมยังไม่รู้อีกเหรอเนี่ย อู้ย ใครจะขยันทำตัวดีเลิศตั้งแต่วันแรกที่รู้จักจนถึงวันนี้ล่ะ นั่นนานเกินไปแล้วรู้ไหม เค้าไม่เผลอแสดงตัวตน ข้าเป็นข้าเองออกมาตั้งแต่รู้จักกันเดือนแรกก็ดีแค่ไหนแล้ว อุตส่าห์กลั้นมาได้เป็นปีนี่ถือว่าสุดยอดแล้วนะ คิดสิว่า คนเราน่ะเปลี่ยนกันได้ หนำซ้ำยังเปลี่ยนกันทั้ง 2 ฝ่ายแหละ แต่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือลงเหวกว่าเดิม ลองตรองดูละกัน ขอแค่ถ้าเปลี่ยนไป " เป็นไม่รัก ก็อย่าเกลียดละกัน"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางทีความรักก็ไม่ได้ชนะทุกสิ่งเสมอไป
.. เราว่าก็เป็นแค่ความเห็นของคนๆนึงน่ะ ยังไงมันก็เป็นเรื่องของคนสองคน เอามานิยามความรักทุกคู่ได้หรอก อ่านไว้เป็น เอ เป็นอะไรดีล่ะ แนวคิดละกัน จะได้ระวังไว้ ขอให้รักคุณยืนยาวนะคะ
ทำไมเราถึงรักกันได้ไม่นาน
เดี๋ยวนี้หลาย " คู่เลิฟ" ขยันตีจากและแยกทางกันนัก บางคู่ถ้าจดทะเบียนก็ถึงกับ หย่าร้างกันไปเลย ขณะที่แยกเตียงกันนอนก็มีอยู่ไม่น้อย โอ้มายก็อด เรื่องนี้ช่างน่าเห็นใจ ผู้มีความรักซะจริงจริ๊ง เพราะอย่างที่บอกมาตลอดแหละว่า
การใช้ชีวิตคู่น่ะง่ายซะที่ไหน! แถมมนุษย์เราคนเดียวกันนี่นะ วันนี้ก็แบบนึง พรุ่งนี้ก็แบบนึง และมะรืนนี้ก็อีกอย่างหละ ดูดู๋สิว่าเปลี่ยนแปลง กลับไปกลับมาได้ถึงเพียงนี้ ดังนั้น เมื่อสองคนมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะไม่สร้างปัญหาให้แก่กันหรอ
แต่ไม่ขอฟันธงหรือฟันทิ้งและแอบเชียร์หรอกน่าว่าอยู่เป็นโสดดีกว่าแหงๆ เพราะของพรรค์นี้ ถือว่านานาจิตตัง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของใครของมัน เพราะไม่มีใครล่วงรู้อนาคตของตัวเอง ได้อยู่แล้ว เหตุนี้จึงอยากฟื้นฝอยหาตะเข็บถึง สาเหตุที่ทำให้คู่รักต้องฟุตเวิร์กแยกทางจากกัน
แล้วอะไรน้อที่ทำให้รักกันไม่ยืด มีต้นตอได้ตั้งหลายกรณี ได้แก่...
1. คู่รักที่รู้ทีหลังว่า มีพฤติกรรมเพี้ยนๆ เอ๊ะ หรืออาจเพี้ยนด้วยกันทั้งคู่
ความเพี้ยนในที่นี้ หมายถึง พฤติกรรมแปลกประหลาดที่ฝ่ายนึงแสดงออกมา แล้วอีกฝ่ายรับไม่ได้ไงเล่า ส่วนจะเพี้ยนยังไงก็เพี้ยนไปทำได้เต็มที่หากความเพี้ยนนั้น กระทบกับตัวเองคนเดียว และไม่ทำให้คู่รักเดือดร้อนตามไปด้วยก็ไม่มีปัญหาร้อก แต่ขืนพิสดารซะจนส่งผลกระทบกับอีกฝ่ายละก็ แม้อยู่ด้วยกันในบ้านที่ใหญ่โตมโหฬาร ขนาดไหนก็สร้างความอึดอัดใจให้กันได้ โดยเฉพาะ
ถ้าความพิสดารที่ว่า เป็นเรื่องทางเพศด้วยแล้ว โอ้ย ยิ่งไปกันใหญ่ เลยนะนั่น เช่น เวลาร่วมรักกัน ตอนแรกๆ ก็แสดงอาการถูไถไปมาแบบคนธรรมดาที่เค้าทำกันดีหรอก แต่พออยู่กันไปนานๆ สิ ลายชักออกแล้วแฮะ มีการคะยั้นคะยอให้แฟนใส่กุญแจมือกับหัวเตียง หรือใส่กุญแจมือแฟนไว้ทั้งสองข้างจะได้หนีเค้าไปไหนไม่ได้...ก็มี นี่ยังถือว่าเบาะๆนะ เพราะแรงกว่านี้ยังมี อย่างการที่ฝ่ายชายชวนฝ่ายหญิงไปเข้ากลุ่ม สวิงกิ้ง หรือ มีเซ็กซ์เป็นกลุ่ม เพราะเค้าอยากมีกิจกามกะคนอื่น แต่ถ้าไปเกเรคนเดียว เดี๋ยวจะหาว่า นอกคอก เอ้ย นอกใจ จึงเลยชวนสาวข้างกายไปด้วย ซึ่งหากฝ่ายหญิงไม่ได้มีรสนิยมทางเพศ แนวเดียวกะเค้าด้วยละก็ คงสำลักความกลุ้มใจเจียนตายเลยสินะ
อ้อ ความต้องการทางเพศที่ไม่เท่ากัน แบบว่า ฝ่ายนึงปรารถนามากๆๆๆ ส่วนอีกข้างปรารถนาพอสังเขป ก็เป็นปัญหาอีก ด้านฝ่ายหญิงมักตามใจคนรักนะ แม้บางวันไม่อยากให้มายุ่งด้วย ก็มักตามใจ เพราะรักก็เงียะ แต่หากเค้าอยากมากเกินเหตุก็จับเค้าใส่กระทงลอยน้ำ ไปซะเลย
2. ฝ่ายนึงไม่ยอมโตสักที หมายถึงเติบโตทางสมองแถมยังขาดวุฒิภาวะด้วยอีก คิดดูว่าถ้าอีกฝ่ายมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากๆ แล้วจะอยู่ด้วยกันยืดรื้อ?
ยิ่งถ้าทั้งคู่ต้องสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่ออนาคตร่วมกันด้วยแล้ว แต่ฝ่ายนึงยังขยันใช้เงินเป็นเบี้ย แถมยัง "หาได้น้อยกว่าที่ใช้ " ซะด้วย จนเป็นภาระให้อีกฝ่ายต้องตามแก้ไม่รู้จบ แล้วเรือรักลำนี้จะไม่ล่มได้ไงเนี่ย เออ...ถ้าอยากจะหน่อมแน้มแต่รวยโคตรก็ว่าไปอย่าง จะทำตัวเป็นคุณหนู , คุณชาย หรือคุณนายก็ทำไปเถอะ แม้แต่ทำตัวเป็นง่อยหรือแอ๊บแบ๊ว ไปซะเลยก็ไม่มีใครว่า ถ้าแฟนของคุณรับได้ ก็ลองแบ๊วไปทั้งคู่เลยดิ่ จะจะได้คอนเฟิร์มไงว่า เรานั้นคู่กันจริง 555
3. ทำงานทำการกันคนละเวลา แล้วจะหาเวลาว่างตอนไหนมาสวีทกัน
แต่การทำงานคนละเวลาแบบนี้จะเกิดปัญหาหนักหน่วงขึ้นได้ ต้องแบบไม่เจอกันเลยนะ ประมาณว่าแคล้วคลาดจากกันตลอด แม้จะอยู่บ้านเดียวกันก็ไม่ได้เจอกันเท่าไหร่ ยกเว้นวันหยุด หรือนัดกันหยุดค่อยเจออะไรเงียะ เหมือนมีอุปสรรคขัดขวางรัก ว่ามะ แต่โดยทั่วไปถ้าเผื่อห่างทว่ายังมีเวลาได้กุ๊กกิ๊กกันมั่งอาจดีกว่าเจอกันทุกวัน ด้วยซ้ำไปนะ เพราะนานๆเจอที มักทำให้ คิดถึง และจะยิ่งทำให้ได้ใช้เวลาที่เจอกันอย่างมีคุณภาพกว่าซะด้วย
4. ฝ่ายหนึ่งเริ่มไม่ต้องการเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังซะแล้ว
อู้ย เรื่องมือที่สามอะไรนี่ บางครั้งก็ไม่ใช่เพราะใจสะออนปันใจไปรักใครอื่นที่ไหนหรอก แต่เป็นเพื่อนๆ หรือญาติๆ ของฝ่ายใดฝ่ายนึงนี่แหละที่มักเข้ามาเอี่ยวทำให้คู่รัก ไม่มีเวลาสำหรับพวกเขาเอง ซึ่งกรณีแบบนี้ คนมีคู่บางรายเค้าไม่อินไปด้วยหรอก เพราะการครองคู่ควรมีเวลาด้วยกันสองคนมั่งซี ไม่ใช่ไปไหนหรืออยู่ไหนก็อยู่กันเป็นหมู่คณะ หรืออยู่กันเป็นพวง คงหงุดหงิดใจน่าดู
5. ต่างฝ่ายต่างเริ่มไม่เห็นด้วยซึ่งกันและกันเพราะแต่ละคนล้วนมีความคิด เป็นของตัวเอง
เวลารักกันใหม่ๆ ให้บอกว่า ไม้เป็นนกหรือนกเป็นไม้น่ะ ได้ทั้งนั้น เพราะยามแรกรักต้องประจบสอพลองี้แหละ ไม่งั้นจะได้แอ้มกันเหรอ ทว่าพักหลังๆ มา ทั้งคู่กลับโต้เถียงและเผลอๆ รวมไปถึงการมีปากเสียง ตั้งแต่เรื่องจิ๊บจ๊อย ว่าใครควรเป็นคนเอาขยะไปทิ้ง ? ไปจนถึง เกี่ยงงอนกันว่า ใครมีหน้าที่ดูแลเจ้าตูบและสวนเล็กๆ ภายในบ้านฟะ? หากตกลงหน้าที่กันไม่ได้ เดี๋ยวเหอะได้กลายเป็น " สงครามประสาทภายในบ้าน" แล้วจะรู้สึก!
6. ไม่สม่ำเสมอเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
ก็ตอนเค้าสม่ำเสมอน่ะ นั่นเป็นตัวปลอมยังไม่รู้อีกเหรอเนี่ย อู้ย ใครจะขยันทำตัวดีเลิศตั้งแต่วันแรกที่รู้จักจนถึงวันนี้ล่ะ นั่นนานเกินไปแล้วรู้ไหม เค้าไม่เผลอแสดงตัวตน ข้าเป็นข้าเองออกมาตั้งแต่รู้จักกันเดือนแรกก็ดีแค่ไหนแล้ว อุตส่าห์กลั้นมาได้เป็นปีนี่ถือว่าสุดยอดแล้วนะ คิดสิว่า คนเราน่ะเปลี่ยนกันได้ หนำซ้ำยังเปลี่ยนกันทั้ง 2 ฝ่ายแหละ แต่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือลงเหวกว่าเดิม ลองตรองดูละกัน ขอแค่ถ้าเปลี่ยนไป " เป็นไม่รัก ก็อย่าเกลียดละกัน"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางทีความรักก็ไม่ได้ชนะทุกสิ่งเสมอไป
"เชื่อเถอะว่าการมีรักไม่ต่างจาการมีทุกข์(แต่ก็สุขมากนั่นแหละ) แต่หลายๆ เหตุผลที ผู้หญิงอย่างเราต้องจมอยุ่กับน้ำตาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ก็เพราะติดอยู่ในวังวนของความรัก แบบผิดๆ (วิธีคิด) ปฐมฉบับครั้งนี้เราเลยรวบรวมรปู แบบรักที่ผู้หญิงควรขอลาขาด อย่าง น้อยก็ทำให้คุณทุกข์น้อยลง (และสุขมากขึ้น ตาม ประสาคน ปรารถนารักแท้ให้เกิดขึ้นจริง ในชีวิต"
รักไม่ลืมหูลืมตา
รักแบบหลับหูหลับตา หรืออีกนัยหนึ่งดูจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า 'รักแล้วเอาหูไปนาเอาตาไปไร่' ความรัก ประเภทนี้ออกจะเข้าข่ายรักมากจนเกินพอดี รักจนทนรับสภาพกับความมึนของเขาไม่ไหว จนต้อง ปลอบใจตัวเองว่าเขา รักคุณจะตาย แต่ที่เขาแอบไปกุ๊กกิ๊กกับคนอื่น ก็เพราะเขาอยากหาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาใน ชีวิต! เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คุณคิด ไปไกลได้ถึงขนาดนี้ คุณอาจไม่ผิดที่พยายามเก็บความรักของคุณในรูปแบบ เฉพาะ แต่สิ่งที่เราอยากแนะให้ทำคือลืมตา ตื่น (เสียที) ลืมตาในรักของคุณแล้วใช้มันให้คุ้ม ไม่ว่ามันจะมาใน รูปแบบของการทะเลาะ การกรี๊ดเพื่อปลดปล่อย หรือ กระทั่งการพูดถึงปัญหาที่กำลังเกิด โปรดจงเข้าใจว่า ความรักเป็นเรื่องของความ 'จริง' ในชีวิต ถ้าคุณจริงใจที่จะรัก เขา เขาก็ต้องจริงใจในรักของคุณ แต่ถ้ามัน ไม่เป็นอย่างนั้นคุณก็ควรจะเปลี่ยนความคิด (และคน) เสียที ขอให้เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนทำได้ เพราะการรับรู้ความเป็นไปของเขา อาจจะช่วยแก้ปัญหาให้คุณคิดอะไร ออกไม่มี ใครเกิดมาแล้วมีรักอย่างที่ตัวเองคิดไว้ทุกคน แต่ฉลาดรักให้ได้ก็พอ
รักเอาแต่ใจ
รักประเภทนี้เป็นรักที่น่ารำคาญเป็นที่สุด คุณอาจเป็นตัวน่ารำคาญหรือไม่ก็เขา แต่ส่วนใหญ่เราเชื่อว่าเป็น ผู้หญิง นี่แหละ ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนคุณต้องให้เขาโทรรายงานตลอด ถ้าเขาไม่โทรมาก็ทำหน้าเม้งใส่เขา และจบลงด้วยการ งอนแบบกระฟัดกระเฟียด รักแบบนี้ยังรวมไปถึงการหึงหวงไม่เลือกหน้า เอาให้น้อยๆ หน่อยเถอะค่ะ ถ้าคุณหึงเพื่อน ผู้หญิงของเขา ก็ควรจบลงด้วยการเคลียร์ถึงปัญหา เพราะบางครั้งคุณต้องเชื่อ ใจคนที่ตัวเองรัก ไม่ใช่หึงดะแม้แต่ เพื่อนผู้ชายที่ไปเมาด้วย รักแบบนี้แหละที่ผู้ชายมักเหลืออดและบอกเลิกเอา ซะดื้อๆ อ้าว! คุณขาอย่าให้มันเลยเถิดถึงขั้น นั้น เพราะความสัมพันธ์กว่าจะก่อได้ไม่ใช่ใช้เวลาแค่สองนาที เอา เป็นว่าเปลี่ยนนิสัยเสียหน่อยก็คงไม่สาย เดินสายกลาง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด งอนได้ หึงได้ แต่เอาแค่พอน่ารัก อย่า งอแงเป็นเด็กสามขวบเพราะเดี๋ยวคุณจะไม่เหลือหนุ่มๆ อีกเลย ในชีวิต
เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก
เราไม่ได้กำลังจะบอกถึงวิธีรับมือกับอาการอกหัก แต่เราเพียงอยากให้คุณสามารถจัดการกับปัญหาที่คุณ กำลังเจอ คุณอาจจะร้องไห้ฟูมฟายหรือคลั่งแทบบ้า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ร้องไปเถอะถ้าอยากจะร้อง ไม่ต้อง มานั่งหมกเม็ดว่า ฉันแข็งแกร่งและรับไหว อาการเจ็บสุดขั้วมันต้องเจอกันทุกคน บางคนอาจจะใช้เวลาเพียง น้อยนิด สำหรับผู้หญิงลืม ยาก พึงทำความเข้าใจกับรูปแบบของอาการเศร้าโศกที่ว่าไว้สักหน่อย ถึงแม้ว่าปาก ของคุณกำลังพรั่งพรูออกมาว่าคุณ อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา(?!) แต่เชื่อเถอะ ถ้าเอาเข้าจริง เมื่อเวลานั้นมาถึง ไม่ว่า คุณจะเจ็บสักแค่ไหน ยังไงคุณก็ยังคงอยู่ต่อ ไปได้ แต่เพียงทำหัวใจให้เข้มแข็งแล้วเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปได้ ในที่สุด
รักตัวเองไม่เป็น
ฟังดูคล้ายเรื่องแปลก ว่ามีจริงเหรอคนที่ไม่รักตัวเอง บอกได้เลยค่ะว่าคนเหล่านี้มีมากมายเสียจนนับไม่ถ้วน ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากการรักคนอื่นเสียจนลืมส่องกระจกดูตัวเอง ลืมถามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง และเผลอๆ ก็อาจสูญเสียความเป็นตัวเอง เพราะปล่อยให้วิธีคิดแบบผิดๆ ต้องมาสิงสู่เสียจนไม่เหลือวิญญาณ เพราะฉะนั้นก็ได้เวลาแล้วที่ผู้หญิงอย่างเราต้องถามตัวเองให้ชัดเจนว่า รักเพื่ออะไรรักจริงหรือไม่ เราเสียความ เป็นตัวเองไปแค่ไหน และรักแล้วเรามีความสุข หรือความทุกข์กลับมากันแน่ ที่สำคัญ พึงระลึกไว้เสมอว่าหาก คุณรักตัวเองเป็น คุณก็จะได้รับความรักที่สมค่ากลับคืนมา แต่หากไม่ คุณก็จะกลายเป็นคนที่ต้องเสียเปรียบคน อื่นไปตลอดชีวิต
